เมื่อเร็วๆ นี้ IT Digest ได้ติดตามตามข้อมูลจาก รายงานภัยคุกคามบนอินเทอร์เน็ตฉบับที่ 14 ในปี 2551 อันเป็นฉบับล่าสุดที่ บริษัทไซแมนเทค คอร์ปอเรชั่น เผยแพร่ออกมา จากการรวบรวมข้อมูลจากโปรแกรมระวังภัยทางอินเทอร์เน็ต ที่มีการติดตั้งจำนวนหลายล้านจุดด้วยกัน โดยระยะเวลาในการศึกษาครอบคลุมตั้งแต่เดือน ม.ค.-ธ.ค. 2551 ระบุว่า ได้มีการสร้างซิกเนเจอร์สำหรับใช้ในการตรวจจับ โปรแกรมประสงค์ร้าย (Malicious Code Signature) มากกว่า 1.6 ล้านรูปแบบ คิดเป็นจำนวนเพิ่มมากกว่า 60% เมื่อเทียบกับจำนวนซิกเนเจอร์ทั้งหมดที่เคยสร้างมาตรวจสอบ
ก่อนหน้านี้ บริษัทเทรนด์ ไมโคร อิงค์ ได้แจ้งเตือนผู้ใช้คอมพิวเตอร์ ให้ระวังภัยร้ายมัลแวร์ปี 2552 หลังจากที่รายงานบทความพิเศษในเว็บไซต์www.spamfighter.com ระบุว่า ในขณะที่ผู้สร้างมัลแวร์จะปล่อยโค้ดร้ายอย่างรวดเร็วทันทีที่เห็นจุดอ่อน หรือช่องโหว่ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ หรือ อินเทอร์เน็ต เช่นเดียวกับที่ทีมนักวิจัยภัยคุกคามของบริษัท เทรนด์ ไมโคร ตรวจพบจำนวนมัลแวร์ที่เพิ่มมากขึ้น และทำงานรวดเร็วขึ้นกว่าที่เคยพบ ในปี 2551
ก่อนหน้านี้ บริษัทเทรนด์ ไมโคร อิงค์ ได้แจ้งเตือนผู้ใช้คอมพิวเตอร์ ให้ระวังภัยร้ายมัลแวร์ปี 2552 หลังจากที่รายงานบทความพิเศษในเว็บไซต์www.spamfighter.com ระบุว่า ในขณะที่ผู้สร้างมัลแวร์จะปล่อยโค้ดร้ายอย่างรวดเร็วทันทีที่เห็นจุดอ่อน หรือช่องโหว่ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ หรือ อินเทอร์เน็ต เช่นเดียวกับที่ทีมนักวิจัยภัยคุกคามของบริษัท เทรนด์ ไมโคร ตรวจพบจำนวนมัลแวร์ที่เพิ่มมากขึ้น และทำงานรวดเร็วขึ้นกว่าที่เคยพบ ในปี 2551
จากรายงานของไซแมนเทคฯ ระบุว่า การใช้งานเว็บเป็นช่องทางหลักที่โปรแกรมร้ายใช้ในการแพร่กระจายตัวเอง ในปี 2551 และยังพบว่า ผู้โจมตีจะอาศัยชุดเครื่องมือที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ เพื่อพัฒนาและกระจายโปรแกรมภัยคุกคาม นอกจากนี้การคุกคามทั้งหมดที่ไซแมนเทคตรวจจับได้ มุ่งไปที่การพยายามขโมยข้อมูลส่วนบุคคล ถึง 90% ทั้งนี้ การคุกคามด้วยการบันทึกข้อมูลระหว่างการพิมพ์ตัวอักษรบนแป้นคีย์บอร์ด (Keystroke-logging) เพื่อขโมยข้อมูลสำคัญ เช่น ข้อมูลบัญชี และพาสเวิร์ดระหว่างทำธุรกรรมออนไลน์กับธนาคาร คิดเป็นสัดส่วน 76% ของภัยคุกคามทั้งหมด เพิ่มจาก 72% ในปี 2550
รายงานฉบับนี้ได้ให้ข้อมูลอีกว่า ในรายงานเกี่ยวกับเศรษฐกิจใต้ดิน หรือ Underground Business ฉบับล่าสุดควบคู่ไปด้วย พบว่า มีธุรกิจในระบบเศรษฐกิจใต้ดินเกิดขึ้น เพื่อเป็นตลาดรองรับการซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคลที่ขโมยมา ส่วนใหญ่จะเป็นข้อมูลบัตรเครดิตและข้อมูลบัญชีธนาคาร โดยเศรษฐกิจใต้ดินยังคงเฟื่องฟูอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ราคาสินค้าในตลาดทั่วไปมีราคาลดลง แต่ราคาสินค้าที่ขายในตลาดใต้ดินนี้ ค่อนข้างคงที่ไม่เปลี่ยนแปลงระหว่างปี 2550 จนถึงปี 2551
รายงานฉบับนี้ได้ให้ข้อมูลอีกว่า ในรายงานเกี่ยวกับเศรษฐกิจใต้ดิน หรือ Underground Business ฉบับล่าสุดควบคู่ไปด้วย พบว่า มีธุรกิจในระบบเศรษฐกิจใต้ดินเกิดขึ้น เพื่อเป็นตลาดรองรับการซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคลที่ขโมยมา ส่วนใหญ่จะเป็นข้อมูลบัตรเครดิตและข้อมูลบัญชีธนาคาร โดยเศรษฐกิจใต้ดินยังคงเฟื่องฟูอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ราคาสินค้าในตลาดทั่วไปมีราคาลดลง แต่ราคาสินค้าที่ขายในตลาดใต้ดินนี้ ค่อนข้างคงที่ไม่เปลี่ยนแปลงระหว่างปี 2550 จนถึงปี 2551
นายนพชัย ตั้งไตรธรรม ที่ปรึกษาทางเทคนิค บริษัท ไซแมนเทค คอร์ปอเรชั่น อธิบายว่า จากรายงานฉบับดังกล่าวยังชี้ไปที่ ผู้สร้างมัลแวร์ได้เพิ่มความสามารถในการต้านทานความพยายามในการหยุดกิจกรรมที่ไม่พึงประสงค์ ทำให้ให้กิจกรรมของ botnet ลดลงเป็นอันมากระหว่าง ก.ย.และ พ.ย.2551 อย่างไรก็ดี ในท้ายที่สุดก็มีเครือข่าย botnet ใหม่เกิดขึ้นพร้อมการแพร่กระจายของ botnet จนมีปริมาณใกล้เคียงกับช่วงก่อนปิดโฮสติ้งดังกล่าว ทั้งนี้โดยเฉลี่ยมีคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในเครือข่าย botnet ทำกิจกรรมมากกว่า 75,000 เครื่องในแต่วัน คิดเป็นอัตราเติบโตเพิ่มขึ้น 31% จากปี 2550
ที่ปรึกษาทางเทคนิค บริษัท ไซแมนเทค อธิบายเพิ่มเติมว่า แพลตฟอร์มเว็บแอพลิเคชัน ปกติมักจะมีช่องโหว่ และถูกนำมาใช้ในการโจมตี เนื่องจากซอฟต์แวร์เหล่านี้สร้างขึ้นมา ให้ง่ายต่อการติดตั้งใช้งานเว็บไซต์ เพื่อให้มีการใช้งานแพร่หลายบนอินเทอร์เน็ต ที่หลายแพลตฟอร์มไม่ได้ถูกออกแบบตามแนวคิดด้านความปลอดภัย จึงนำมาสู่ช่องโหว่จำนวนมาก ที่ถูกใช้เป็นช่องทางในการโจมตี ทั้งนี้จากจำนวนช่องโหว่ต่างๆ ที่พบในปี 2551 ช่องโหว่ทางเว็บมีสัดส่วน 63% เพิ่มขึ้นจาก 59%จากในปี 2550 จำนวนช่องโหว่ที่เป็นคุณลักษณะเฉพาะของเว็บ ในแบบ cross-site scripting ที่พบจำนวน 12,855 ช่วงโหว่ในปีที่แล้ว อย่างไรก็ตามมีช่องโหว่เพียง 3% (394 ช่องโหว่) ที่ได้รับการแก้ไขขณะที่จัดทำรายงานนี้
นายนพชัย อธิบายถึงการโจมตีทางเว็บว่า มีต้นกำเนิดจากหลายประเทศทั่วโลก ที่ส่วนมากคิดเป็น 38% มาจากสหรัฐอเมริกา จีน 13%และยูเครน 12% โดย 6 ใน 10 ประเทศอันดับต้นที่เป็นเป้าหมายของการโจมตีทางเว็บไซต์ จะอยู่ในแถบทวีปยุโรป และแอฟริกาเหนือ ด้าน เว็บไซต์หลอกลวง หรือ ฟิชชิ่ง ยังเติบโตต่อเนื่อง ปีที่แล้วไซแมนเทคได้ตรวจพบเว็บไซต์ฟิชชิงจำนวน 55,389 แห่งด้วยกัน และมีอัตราเติบโตสูงขึ้นจากที่ตรวจพบในปี 2550 ถึง 66%คือ 33,428 แห่ง ทั้งนี้การหลอกลวงเกี่ยวกับการบริการทางด้านการเงิน คิดเป็นอัตรา 76%ในปี 2551 เมื่อเทียบกับปี 2550 อยู่ที่ 52%เท่านั้น
ที่ปรึกษาทางเทคนิค บริษัท ไซแมนเทค อธิบายถึงจำนวนของ อีเมล์ขยะ หรือ สแปมเมล์ ว่า มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยภายในปีที่ผ่านมา ไซแมนเทคสังเกตว่าสแปมที่ตรวจพบในอินเทอร์เน็ตทั้งหมดมีอัตราการขยายตัวสูงเพิ่มขึ้น 192% จากในปี 2550 ที่ตรวจพบเพียง 119.6 พันล้านฉบับข้อความ โดยเพิ่มเป็น 349.6 พันล้านฉบับ ในปี 2551 โดยในปีที่แล้ว เครือข่าย botnet เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการแพร่กระจายของสแปมเหล่านี้ ถึง 90% ของสแปมทั้งหมด
ทั้งนี้ กิจกรรมของโปรแกรมประสงค์ร้าย มีการเติบโตมากที่สุดในภาคพื้นยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา
ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากนักวิจัยภัยด้านคุกคาม บริษัท เทรนด์ ไมโคร ระบุว่า รูปแบบของภัยคุกคามที่เกิดขึ้นบนอินเทอร์เน็ต และที่แฮกเกอร์เป็นผู้คิดค้นขึ้นมานั้น เพื่อผลประโยชน์ในรูปของตัวเงินเป็นหลัก และทำให้เครื่องมือที่สำคัญอย่างเว็บไซต์ติดเชื้อร้ายมัลแวร์ โดยภัยคุกคามจำนวนมากเหล่านี้ จะใช้ช่องทางการโจมตีโดยผ่านทางอินเทอร์เน็ต และพร้อมแพร่กระจายเชื้อร้ายให้ผู้ใช้งานทุกคนที่กำลังท่องโลกอินเทอร์เน็ต
ข้อมูลจากรายงานของเทรนด์ ไมโคร ระบุต่อว่า มัลแวร์เปลี่ยนมาใช้ช่องโหว่ของ DNS (โดเมน เนม เซิร์ฟเวอร์) ที่สั่งการโดยตรงไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้งานจำนวนหนึ่ง ให้เปลี่ยนทิศทางไปยังเว็บไซต์ที่เป็นอันตราย แนวโน้มดังกล่าวมีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้นในปีที่แล้ว รวมถึงการใช้ช่องโหว่จากบราวเซอร์ เช่น ช่องโหว่ zero day สำหรับโปรแกรมไมโครซอฟท์ อินเทอร์เน็ต เอ็กซ์โพลเรอร์ (IE) ได้กลายเป็นที่ชื่นชอบของแฮกเกอร์ช่วงปี 2551 นอกจากนี้ยังมีการโจมตีบราวเซอร์อื่นๆ เกิดขึ้น ก่อนที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาความปลอดภัยข้อมูลขององค์กรจะสามารถแก้ไขข้อบกพร่องเหล่านี้ได้ทัน
นักวิจัยภัยคุกคามของบริษัท เทรนด์ ไมโคร ระบุต่อว่า อัตราการเติบโตของมัลแวร์ ที่มีการขโมยข้อมูลนั้นมีเพิ่มมากขึ้นในปีก่อน มัลแวร์ที่ขโมยข้อมูลตั้งเป้าที่จะขโมยข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ในระบบคอมพิวเตอร์ และส่งไปที่บ็อตเน็ต หรือ ส่งข้อมูลไปที่อาชญกรบางคนเพื่อให้ดำเนินการทุจริตผิดกฏกหมาย หรือนำข้อมูลไปขายในตลาดมืด โดยประเทศสหรัฐอเมริกาถือเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยสแปมคิดเป็น 22.5% ของสแปมทั้งหมด ในขณะที่ยุโรปเป็นทวีปที่ได้รับสแปมมากที่สุด ประเทศจีนมีอัตราการขยายตัวของสแปมอย่างรวดเร็ว ประมาณ 7.7% ในปี 2551 เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศรัสเซีย บราซิล และเกาหลีใต้ที่มีปริมาณสแปมเพียง 5.23% หรือน้อยกว่า
ผู้เชี่ยวชาญจากเทรนด์ ไมโคร เตือนว่าผลประโยชน์ด้านการเงินที่ได้รับจะยังเป็นแรงจูงใจในการพัฒนามัลแวร์รูปแบบใหม่ๆ ตลอดปี 2552 ภัยคุกคามเหล่านี้จะใช้เทคนิคและวิธีการใหม่ๆ เหมือนอย่างที่เปลี่ยน DNS ให้เป็นโทรจัน ผู้สร้างมัลแวร์จะใช้เครื่องมือที่ดีที่สุดเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ มัลแวร์เรียกค่าไถ่ (ransomware) ที่คาดว่าจะเพิ่มมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ และจะสร้างความเสียหายให้กับองค์กรขนาดเล็ก ขนาดกลาง แทนที่จะเป็นที่กลุ่มลูกค้าผู้ใช้งานตามบ้าน
ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาความปลอดภัยจากค่ายดังๆ ต่างเห็นพ้องต้องกัน ถึงแนวโน้มภัยคุกคามชีวิตบนโลกออนไลน์ของผู้คนทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นภัยคุกคามด้านข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งบัตรเครดิต เลขประกันสังคม ชื่อผู้เข้าใช้กับรหัสผ่าน รวมไปถึงอีเมล์ ขณะที่สแปมก็ยังคุกคามอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางเครือข่ายบ็อตเน็ตที่ขยายตัว เท่ากับว่ายิ่งการใช้งานอินเทอร์เน็ตเพิ่มปริมาณ หรือ ธุรกรรมออนไลน์มากเท่าใด ธุรกิจใต้ดินของเหล่าแฮกเกอร์ก็เติบโตมากขึ้นคู่กัน
คำแนะนำที่ดีที่สุด เท่าที่จะบอกได้ คือ ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ควรติดตั้ง ระบบป้องกันภัยคุกคามข้อมูลแบบหลายระดับชั้น เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิด ขึ้น และผู้ใช้ระดับองค์กรต่างๆ ควรให้ความรู้เกี่ยวกับภัยคุกคามข้อมูลเหล่านี้ แก่พนักงานในองค์กรเพื่อที่ พวกเขาจะสามารถเตรียมตัวเองให้พร้อมรับมือกับภัยคุกคามต่างๆ เหล่านี้ได้...
นายนพชัย อธิบายถึงการโจมตีทางเว็บว่า มีต้นกำเนิดจากหลายประเทศทั่วโลก ที่ส่วนมากคิดเป็น 38% มาจากสหรัฐอเมริกา จีน 13%และยูเครน 12% โดย 6 ใน 10 ประเทศอันดับต้นที่เป็นเป้าหมายของการโจมตีทางเว็บไซต์ จะอยู่ในแถบทวีปยุโรป และแอฟริกาเหนือ ด้าน เว็บไซต์หลอกลวง หรือ ฟิชชิ่ง ยังเติบโตต่อเนื่อง ปีที่แล้วไซแมนเทคได้ตรวจพบเว็บไซต์ฟิชชิงจำนวน 55,389 แห่งด้วยกัน และมีอัตราเติบโตสูงขึ้นจากที่ตรวจพบในปี 2550 ถึง 66%คือ 33,428 แห่ง ทั้งนี้การหลอกลวงเกี่ยวกับการบริการทางด้านการเงิน คิดเป็นอัตรา 76%ในปี 2551 เมื่อเทียบกับปี 2550 อยู่ที่ 52%เท่านั้น
ที่ปรึกษาทางเทคนิค บริษัท ไซแมนเทค อธิบายถึงจำนวนของ อีเมล์ขยะ หรือ สแปมเมล์ ว่า มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยภายในปีที่ผ่านมา ไซแมนเทคสังเกตว่าสแปมที่ตรวจพบในอินเทอร์เน็ตทั้งหมดมีอัตราการขยายตัวสูงเพิ่มขึ้น 192% จากในปี 2550 ที่ตรวจพบเพียง 119.6 พันล้านฉบับข้อความ โดยเพิ่มเป็น 349.6 พันล้านฉบับ ในปี 2551 โดยในปีที่แล้ว เครือข่าย botnet เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการแพร่กระจายของสแปมเหล่านี้ ถึง 90% ของสแปมทั้งหมด
ทั้งนี้ กิจกรรมของโปรแกรมประสงค์ร้าย มีการเติบโตมากที่สุดในภาคพื้นยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา
ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากนักวิจัยภัยด้านคุกคาม บริษัท เทรนด์ ไมโคร ระบุว่า รูปแบบของภัยคุกคามที่เกิดขึ้นบนอินเทอร์เน็ต และที่แฮกเกอร์เป็นผู้คิดค้นขึ้นมานั้น เพื่อผลประโยชน์ในรูปของตัวเงินเป็นหลัก และทำให้เครื่องมือที่สำคัญอย่างเว็บไซต์ติดเชื้อร้ายมัลแวร์ โดยภัยคุกคามจำนวนมากเหล่านี้ จะใช้ช่องทางการโจมตีโดยผ่านทางอินเทอร์เน็ต และพร้อมแพร่กระจายเชื้อร้ายให้ผู้ใช้งานทุกคนที่กำลังท่องโลกอินเทอร์เน็ต
ข้อมูลจากรายงานของเทรนด์ ไมโคร ระบุต่อว่า มัลแวร์เปลี่ยนมาใช้ช่องโหว่ของ DNS (โดเมน เนม เซิร์ฟเวอร์) ที่สั่งการโดยตรงไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้งานจำนวนหนึ่ง ให้เปลี่ยนทิศทางไปยังเว็บไซต์ที่เป็นอันตราย แนวโน้มดังกล่าวมีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้นในปีที่แล้ว รวมถึงการใช้ช่องโหว่จากบราวเซอร์ เช่น ช่องโหว่ zero day สำหรับโปรแกรมไมโครซอฟท์ อินเทอร์เน็ต เอ็กซ์โพลเรอร์ (IE) ได้กลายเป็นที่ชื่นชอบของแฮกเกอร์ช่วงปี 2551 นอกจากนี้ยังมีการโจมตีบราวเซอร์อื่นๆ เกิดขึ้น ก่อนที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาความปลอดภัยข้อมูลขององค์กรจะสามารถแก้ไขข้อบกพร่องเหล่านี้ได้ทัน
ผู้เชี่ยวชาญจากเทรนด์ ไมโคร เตือนว่าผลประโยชน์ด้านการเงินที่ได้รับจะยังเป็นแรงจูงใจในการพัฒนามัลแวร์รูปแบบใหม่ๆ ตลอดปี 2552 ภัยคุกคามเหล่านี้จะใช้เทคนิคและวิธีการใหม่ๆ เหมือนอย่างที่เปลี่ยน DNS ให้เป็นโทรจัน ผู้สร้างมัลแวร์จะใช้เครื่องมือที่ดีที่สุดเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ มัลแวร์เรียกค่าไถ่ (ransomware) ที่คาดว่าจะเพิ่มมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ และจะสร้างความเสียหายให้กับองค์กรขนาดเล็ก ขนาดกลาง แทนที่จะเป็นที่กลุ่มลูกค้าผู้ใช้งานตามบ้าน
ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาความปลอดภัยจากค่ายดังๆ ต่างเห็นพ้องต้องกัน ถึงแนวโน้มภัยคุกคามชีวิตบนโลกออนไลน์ของผู้คนทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นภัยคุกคามด้านข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งบัตรเครดิต เลขประกันสังคม ชื่อผู้เข้าใช้กับรหัสผ่าน รวมไปถึงอีเมล์ ขณะที่สแปมก็ยังคุกคามอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางเครือข่ายบ็อตเน็ตที่ขยายตัว เท่ากับว่ายิ่งการใช้งานอินเทอร์เน็ตเพิ่มปริมาณ หรือ ธุรกรรมออนไลน์มากเท่าใด ธุรกิจใต้ดินของเหล่าแฮกเกอร์ก็เติบโตมากขึ้นคู่กัน
คำแนะนำที่ดีที่สุด เท่าที่จะบอกได้ คือ ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ควรติดตั้ง ระบบป้องกันภัยคุกคามข้อมูลแบบหลายระดับชั้น เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิด ขึ้น และผู้ใช้ระดับองค์กรต่างๆ ควรให้ความรู้เกี่ยวกับภัยคุกคามข้อมูลเหล่านี้ แก่พนักงานในองค์กรเพื่อที่ พวกเขาจะสามารถเตรียมตัวเองให้พร้อมรับมือกับภัยคุกคามต่างๆ เหล่านี้ได้...